Step 2 of forex

By 0 Comments

 

      1.2 ทำความรู้จักกับส่วนประกอบข้างในของ Master ใน PC และ

มือถือให้มากขึ้น

Swap คืออะไร?

Swap คือ ดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปให้กับโบรกเกอร์ เมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน (ช่วงตี 4- ตี5 ในเวลาประเทศไทยซึ่งก็แล้วแต่เวลาของ Server ในแต่ละโบรกเกอร์) ค่าส่วนต่างที่โบรกเกอร์คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราได้เปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืนซึ่งผลจากการคำนวณ เราอาจจะได้หรือเสีย โดยมีศัพท์ที่เรียกเป็นทางการคือ Rollove  ค่าผลต่างของอัตราดอกเบี้ย Overnight interest บางทีก็เรียก Rollove ตามคู่เงินที่เราเทรด โดยค่า Swap มีทั้งแบบ Debit or Credit มีค่าทั้ง บวก และ ลบ

รูปภาพประกอบ

 

– ราคา Ask คืออะไร?

เป็นราคาตลาด หรือราคาที่เราใช้ในการซื้อกันในตลาด forex ที่เป็นราคาปัจจุบัน โดยราคานี้จะอยู่ทางด้านซ้ายมือของราคาที่มีการโชว์ให้เราเห็น เช่น ถ้าเป็น EUR/USD เป็น 1.31176/1.31233 ราคา Bid price คือตัวเลข 1.31176 นั่นก็คือ ราคาที่คุณจะขาย(sell) ที่โบรกเกอร์เสนอให้เรา Bid ใช้กับการเปิดการซื้อ-ขายแบบ short หรือ sell ความหมายของตัวอย่างนี้คือ เรา sell 1 ยูโรแล้วเราจะได้เงิน 1.31176 ดอลล่าร์

 

– ราคา Bid คืออะไร?

เป็นราคาที่คุณจะซื้อ(buy) ที่โบรกเกอร์เสนอให้เรา ask ใช้กับการเปิดการซื้อ-ขายแบบ long หรือ buy  ราคานี้จะมีค่าอยู่ในช่องทางขวามือของราคา เช่น EUR/USD เป็น 1.31176/1.31233 Ask Price คือ ราคา 1.31233  นั่นเอง ความหมายของตัวอย่างนี้คือ เราสามารถ buy 1 ยูโรโดยใช้เงิน 1.31233 ดอลล่าร์ บางทีเราก็เรียกราคาตรงนี้ว่า offer price ขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นถนัดในการเรียกราคาแบบไหน

รูปภาพประกอบ

 

– Bar Charts คืออะไร?

ประเภทของกราฟ(รูปแบบกราฟแท่ง)ซึ่งจะแสดง 4 ส่วนหลักคือ ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดจะแสดงด้วยเส้นแนวตั้ง และราคาเปิดกับราคาปิดจะแสดงด้วยเส้นแนวนอนเส้นเล็กๆด้านซ้ายและขวา

รูปภาพประกอบ

 

 

Candlesticks คืออะไร?

ประเภทของกราฟ(รูปแบบกราฟแท่งเทียน)ซึ่งจะแสดง 4 ส่วนหลักคือ ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดจะแสดงด้วยไส้เทียน และราคาเปิดกับราคาปิดจะแสดงด้วยแท่งเทียน

รูปภาพประกอบ

 

– Line Charts คืออะไร?

ประเภทของกราฟ(รูปแบบกราฟเส้น)ซึ่งจะแสดง 2 ส่วนหลักคือ ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดจะแสดงราคาด้วยเส้น

รูปภาพประกอบ

 

– Buy หรือ Long คืออะไร?

การเปิดสัญญาณซื้อ หมายความว่า เมื่อเปิด Long (BUY) เชื่อว่ากราฟในอนาคตจะมีการวิ่งขึ้นนั่นเอง ถ้าคุณเทรด TFEX คุณอาจคุ้นเคยกับคำว่า Long แต่ถ้าเป็นการเทรด forex คำว่า buy น่าจะเป็นคำที่มีความคุ้นเคยมากกว่ามากกว่า ดังนั้น คุณสามารถใช้คำเหล่านี้เมื่อทำการเทรดได้

– Sell หรือ Short คืออะไร?

การเปิดสัญญาณขาย หรือหมายความว่าเมื่อเปิด Short (SELL) เชื่อว่ากราฟในอนาคตนั้นจะมีการวิ่งลงนั่นเอง โดยใน TFEX มันเรียกว่า short หรือ ช้อต แต่ถ้าเป็นในส่วนของ forex เราจะเรียกสัญญาตัวนี้ว่า sell ซึ่งมักเป็นลูกศรสีแดงนั่นเอง เรียกว่าดูกันง่ายๆเลย

รูปภาพประกอบ

 

– Leverage คืออะไร?

Leverage คือ จำนวนเปอร์เซนที่ได้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อทำการเปิดออเดอร์เทรด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณซื้อ 1000 หุ้นในตลาดหุ้นโดยที่ราคาหุ้นละ 10 $ ต่อหุ้น คุณต้องใช้เงิน 10000$ เพื่อเปิดการเทรด บางโบรกเกอร์ให้คุณยืมเงินเพื่อเทรดสูงถึง 50-80% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด แทนที่คุณจะใช้เงิน 10000$ แต่คุณกลับใช้แค่ 5000-8000 $ เท่านั้น  สิ่งนี้แหละที่ทำให้เทรดเดอร์สามารถซื้อหุ้นได้มาก โดยใช้เงินเท่าเดิม อย่างไรก็ตามทางโบรกเกอร์ก็จะชาร์จกำไรจากการยืมของคุณ ในทางตลาด Forex ก็ใช้หลักการณ์นี้เช่นกัน

แต่โบรกเกอร์ฟอเร็กให้คุณยืมได้ถึง 99 % ของทั้งหมดเพื่อให้คุณเปิดการเทรดและคุณก็ใช้มันเพียงแค่ 1 % เท่านั้น ถ้าคุณต้องการเทรด 1000$ คุณใช้มันเพียงแค่ 10 $ นี่แหละครับ คือความแตกต่างระหว่างตลาดหุ้นและตลาดฟอเร็กซ์ และตลาดฟอเร็กไม่ชาร์จกำไรจากการยืมของคุณอีกด้วย

รูปภาพประกอบ

ค่า Leverage แบบต่างๆที่พบเห็นแต่ละโบรกเกอร์

สำหรับค่า Leverage นั้น แต่ละโบรกเกอร์มักจะเอามาเคลมว่าของตนเองนั้นสามารถเทรดได้มาก หรือมีค่า Leverage ที่สูงและสามารถเทรดได้อย่างง่ายดาย สำหรับค่า Leverage ที่พบเห็นมากๆจะประกอบไปด้วย

ค่า Leverage 1:1

ค่า Leverage 1:2

ค่า Leverage 1:100

ค่า Leverage 1:200

ค่า Leverage 1:1000 (มักจะพบเห็นในโบรกเกอร์ที่ไม่ได้ส่งออเดอร์เข้าธนาคาร 100%)

ค่า Leverage 1:2000 (มักจะพบเห็นในโบรกเกอร์ที่ไม่ได้ส่งออเดอร์เข้าธนาคาร 100%)

ข้อดีและข้อเสียของ Leverage

ข้อดี  ของการมี leverage เยอะนั้น จะทำให้เรามี margin ลดน้อยลง ทำให้เราถือได้นานมากขึ้น

ส่วนข้อเสีย  ของ leverage คือการที่เทรดได้ไม่เกิน 10% ของทุน ถึงแม้เราจะมี leverage เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวก็ไม่สามารถเทรดได้เกิน 10% อย่างแน่นอน จะลองยกตัวอย่างของข้อเสียให้ดูอีก 1 ตัวอย่าง เช่น

เมื่อคุณมี leverage 1:100 ต้องการสั่งออร์เดอร์ 1 ออร์เดอร์ คุณจะต้องใช้ margin 1,000  คุณจะโดนจุด cut loss ที่ -900  แต่ถ้า leverage 1:200 ต้องการสั่งออร์เดอร์ 2 ออร์เดอร์ เพื่อใช้ margin 1,000  คุณจะโดนจุด cut loss ที่ -450 เมื่อ 2 ออร์เดอร์รวมกัน จะเสีย -900 จะเท่ากับ 1:100 หรือ 10% นั้นเอง

การเลือกใช้ค่า Leverage ที่เหมาะสม

จงเลือกค่า Leverage ไม่เกิน 1:200 สำหรับการเทรด forex แบบ Saving

การเทรด forex ที่ค่า Leverage 1:200 ช่วยให้ลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยงได้อย่างมาก แม้ว่าจะสามารถเปิดสัญญาได้เพียง 1 -2 สัญญาเท่านั้นแต่ก็คุ้มค่ามากๆ

เลือกค่า Leverage 1:2000 ต่อเมื่อเทคนิคการเทรดของคุณเจ๋งมากๆ

เมื่อมีเทคนิคการเทรดที่เจ๋งมากๆ และ 10 ตาที่คุณทำการเทรด forex คุณสามารถเอาชนะได้อย่างน้อย 7-8 ตา อย่างนี้การเลือกค่า Leverage สูงๆเช่น 1:2000 จะสามารถช่วยให้คุณทำเงินและทำกำไรได้มากๆ และสามารถเปิดสัญญาในการเทรด forex ได้เป็นจำนวนมาก

โดยสรุปแล้วค่า Leverage นั้น จะหมายความอย่างง่ายๆคือ เมื่อเราเปิดค่านี้มากขึ้น โอกาสในการทำเงินและทำกำไรของเราก็จะมากขึ้นไปด้วย เพียงแต่ว่าปัญหาคือ เมื่อคุณถูกกราฟสวิงลงในทิศทางที่ตรงกันข้าม กลับมีโอกาสสูงมากเช่นเดียวกันที่คุณนั้นจะขาดทุนอย่างหนัก และแน่นอนว่าถึงขั้นล้างพอร์ตกันเลยทีเดียว

 

– Limit Order คืออะไร?

รูปภาพประกอบ

Buy Limit หมายถึงการตั้งราคาซื้อให้ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน เช่นเราเทรดคู่เงิน EUR/USD ที่ 1.20000 แต่เราตั้ง Buy Limit ที่ 1.10000 ถ้าเราวิ่งมาถึง 1.10000 และเด้งกลับ คือกลับไปในทิศทางขาขึ้น (วิ่งไปที่ 1.20000) อย่างนี้เราก็ได้กำไรนั่นเอง ซึ่งคำสั่ง Buy Limit จะเกี่ยวพันกับราคาในแนวรับ เป็นสำคัญนะครับ

รูปภาพประกอบ

Sell limit หมายถึงการตั้งราคาขายให้สูงกว่าราคาในปัจจุบัน ปัจจุบัน เช่นเราเทรดคู่เงิน EUR/USD ที่ 1.20000 แต่เราตั้ง Sell Limit ที่ 1.30000 ถ้าเราวิ่งมาถึง 1.30000 และเด้งกลับในทิศทางขาลง (วิ่งกลับมาที่ 1.20000) แบบนี้เราได้กำไรเต็มๆ ซึ่งค่า Sell limit จะมีความสัมพันธ์กับแนวต้าน ซึ่งตรงข้ามกับ Buy Limit ที่สัมพันธ์กับแนวรับข้างต้นนั่นเองครับ

รูปภาพประกอบ

 

– Stop Order คืออะไร?

การตั้ง Buy Stop Order เพื่อให้มีราคาที่สูงกว่าราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กับการเลือก Sell Stop order เพื่อให้มีราคาของสัญญาต่ำกว่าราคาในปัจจุบัน เทคนิคการทำ Stop Order นิยมมากที่สุดคือใช้เทรดตามที่กราฟกำลังรับกับข่าว หรือว่ามีข่าวกำลังจะเกิดขึ้น

รูปภาพประกอบ

Buy Stop Order คืออะไร?

ความหมายของคำว่า Buy Stop Order คือการตั้งราคาซื้อให้มีราคาที่สูงเกินกว่าราคาปัจจุบัน เช่น เราเทรดค่าเงิน EUR/USD ปรากฏว่าราคาปัจจุบันคือ 1.23456 การทำ Buy Stop Order ราคาจะตั้งล่วงหน้าในตำแหน่งที่สูงขึ้นคือ 1.32000 ถ้ากราฟวิ่งมาถึงราคานั้นก็จะเปิดสัญญา Buy ทันที ทำให้เราได้กำไรต่อเนื่องไปเรื่อยๆทันทีครับ

รูปภาพประกอบ

Sell Stop Order คืออะไร?

ความหมายของคำว่า Sell Stop Order คือการตั้งราคาขายให้มีราคาต่ำกว่าราคาที่เป็นราคาปัจจุบัน เช่นตัวอย่างเดียวกันกับข้างต้นครับ เช่นๆ เราเทรดค่าเงิน EUR/USD ปรากฏว่าราคาปัจจุบันคือ 1.23456 การทำ Sell Stop Order ที่ 1.22000 แบบนี้ถ้ากราฟวิ่งลงมาถึงราคาของเรา ก็จะทำการเปิดสัญญา Sell ทันที ทำให้เรามีกำไรในส่วนของขาลงทันทีนั่นเอง

รูปภาพประกอบ

 

– Lot Size คืออะไร?

ปริมาณหรือขนาดของการซื้อขายในตลาด Forex โดยมีอยู่สองลักษณะคือ Mini Lot size และ Standard Lot Size โดย

Mini Lot size มีค่าเท่ากับการเทรด 10,000 units

Standard Lot Size มีค่าเท่ากับการเทรด 100,000 units

Mini Lot จะเหมือนกับ Standard Lot แต่แตกต่างกันนิดหน่อยคือ มี 0.01 เพิ่มขึ้น

รูปภาพประกอบ

บัญชี  Mini Loi Size

0.01 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 0.001 หรือ 10 Cent

0.1 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 0.01 $ หรือ 1 Cent

1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 0.1 $

บัญชี Standard Lot Size

0.01 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 0.01 $ หรือ 1 Cent

0.1 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ   0.1 $

1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1 $

 

Balance คืออะไร?

เงินในบัญชี  แต่เป็นจำนวนเงินที่ไม่เรียลไทม์ หากขณะนั้นบัญชีของคุณมีออร์เดอร์ที่ติดลบแต่คุณยังไม่ทำการปิดออร์เดอร์นั้น Balance ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เพราะคำว่า Balance สำหรับการเทรด forex หมายถึงยอดเงินที่เราฝากเข้าไปในบัญชีรวมกัน Bonus ที่เรามี หรือหากเราไม่มีโบนัส ก็จะกลายเป็นยอดเงินกลางที่เรามีอยู่ในบัญชีนั่นเอง(ไม่รวมกำไรหรือขาดทุน) โดยปกติค่า Balance มักนิยมออกมาเป็นค่า เงินบาท หรือว่าเป็นค่า US ดอลล่าร์ เช่น ฝากเงินไป 200 $ Balance จะ = 200 $ ครับ

รูปภาพประกอบ

Equity คืออะไร?

ค่าของเงินที่เทรดรวมกับผลกำไรหรือขาดทุนกับสัญญาทั้งหมดที่ทำการเปิดเทรด อาจจะเรียกว่า Available Margin ก็ได้ เงินส่วนนี้นั้น ไม่เป็นเงินที่แท้จริง จนกว่าเรานั้นจะเลือกปิดสัญญา

ตัวอย่างช่น

เรามียอดเงินอยู่ในบัญชีที่ 1,000 บาท เมื่อเราเปิดสัญญาเทรด forex ที่ 100 บาท ได้กำไร 10 บาท ผลในช่องของ Equity จะกลายเป็น 1,010 บาท แบบนี้เป็นต้น ซึ่งเมื่อเราปิดสัญญา ค่าของ Equity ก็จะกลับกลายมาเป็น 0 นั่นเอง

สูตรการคำนวณ Equity

Equity = Balance + จำนวนเงินของพอร์ตที่เป็นบวก – จำนวนเงินของพอร์ตที่ติดลบ

รูปภาพประกอบ

 

– Margin คืออะไร?

Margin คือ จำนวนเงินที่ใช้ลงทุนจริงหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หลักประกัน” ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Leverage ด้วย ดังนั้นเรามาเข้าใจก่อนว่า Margin คืออะไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเปิด Order เราก็จะใช้เงินของเราไปวางประกันไว้จำนวนหนึ่งซึ่งจะขึ้นอยู่กับ Leverage

จะยกตัวอย่างแบบ 1 : 1 เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ถ้าหากเราต้องการเปิด Order 1 Lot เราจะต้องใช้เงิน 100,000 USD ในการวางเงินประกัน หมายความว่าถ้าหากต้องวางเงินจำนวนนี้ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป ซึ่งเราต้องใช้ Leverage เข้ามาช่วยเพื่อลดการวางเงินประกันลง

ถ้าหากเราใช้ Leverage ที 1:100 หมายถึง การวาง Margin จะลดลง 100 เท่า จากการวาง margin 100,000 USD จะวางเงินประกันเพียง 1,000 USD เท่านั้น

สูตรการคำนวณ Margin

Margin = ราคา ณ เวลาที่เปิด x Lot x Contract size / Leverage

รูปภาพประกอบ

 

Free margin คืออะไร?

Free margin  หมายถึง เงินทุนสำรองที่เหลือจาก margin และสามารถใช้เปิดออร์เดอร์สำหรับเทรด forex ได้ หรือเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ ความสามารถก่อหนี้ของบัญชีของเรานั่นเอง ท่านสามารถรองรับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ ในการใช้งาน Free margin

โดยปกติ Margin จะเท่ากับ 0 ส่วน Free margin จะมีค่าเท่ากับ Balance(เงินทุน) ของเรา เมื่อไรที่เราเปิดออร์เดอร์ซื้อ-ขาย สมมุติว่าเรามีเงิน $500USD เปิดออร์เดอร์ซื้อมา $100USD เงินจำนวนนั้นของเราถือว่าถูกนำไป “ลงทุน” ในออร์เดอร์ซื้อแล้ว และสามารถเกิดกำไรหรือขาดทุนได้ ระบบจะแสดงมูลค่า $100USD ลงในช่อง Margin ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้กำไรจากออร์เดอร์นั้น $50USD Marginของเราจะแสดงเป็น $100USD (ได้กำไร แต่กำไรจะยังไม่ถูกเก็บลงใน Balance(เงินทุน) จนกว่าคุณจะปิดออร์เดอร์นั้น) ส่วนกำไร$50USD จะนำไปรวมกับ $400USD ที่ยังอยู่ในบัญชี Free Marginจะเท่ากับ $450USD (แสดงว่าเราสามารถลงทุน ซื้อขายออร์เดอร์อื่นๆ เพิ่มได้ ในวงเงิน $450USD ) และช่อง Equity จะแสดงเลข $550USD (สมมุติว่าเราปิดออร์เดอร์ ระบบจะนำกำไรที่ได้ $50USD ไปลงในช่อง Balance(เงินทุน) แสดงว่าจะมีเงินในบัญชีเป็น $550USD )

สูตรคำนวณ Free Margin คือ จำนวน Margin ที่เหลือเปิดออร์เดอร์ได้  ก็คือคิดจาก

Free Margin = Equity – Margin

ตัวอย่างเช่น : Free Margin = 500– 100 = 400

รูปภาพประกอบ

 

Margin Level or %Margin คืออะไร?

เปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยของพอร์ตลงทุน แสดงว่าถ้าค่า Margin Level มีค่ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี(เพราะมีความปลอดภัยสูง) แต่ถ้าค่า Margin Level ลดลงถึง 100% จะเริ่มเกิด Margin Call การแจ้งเตือนว่าพอร์ตอยู่ในความเสี่ยง และถ้า Mragin Level ลดลงถึง 70 % เมื่อไรก็เกิด Stop Out จะเริ่มถูกตัด Oredr ทิ้ง เพื่อรักษาเงินทุนที่เลือกของเรา (ตรงนี้แล้วแต่บางโบอกเกอร์ว่าจะตัด Order ที่ Mragin Level กี่เปอร์เซ็นต์)

สูตรคำนวณ Margin Level or %Margin

Margin Level = ( Equity/Margin) x100

ยกตัวอย่างเช่น : เรามีทุน $100USD ใช้ Margin $25USD และ Equity ที่เหลืออยู่จะเท่ากับ $75USD  Margin Level ของเราในตอนนั้นจะเลือกเท่ากับ (75/25)*100 = 300%

รูปภาพประกอบ

 

Margin Call คืออะไร?

ระดับของเงินค้ำประกันหรือ Margin level (น้อยกว่า 100% ส่วนนี้แล้วแต่โบรกเกอร์กำหนด ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์จะแตกต่างกัน) ซึ่งในส่วนนี้ทางบริษัทมีสิทธิ์แจ้งเตือนลูกค้าเกี่ยวกับ Free Margin ไม่เพียงพอหรือเหลือน้อยลงในการถือออเดอร์ไว้

รูปภาพประกอบ

 

 

Stop Out คืออะไร?

ระดับเงินค้ำประกันหรือ Margin level (น้อยกว่า 70% ส่วนนี้แล้วแต่โบรกเกอร์กำหนด ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์จะแตกต่างกัน) โดยที่โปรแกรมเทรดจะทำการปิดคำสั่งออเดอร์ของลูกค้าในแต่ละออเดอร์(อันดับแรกปิดออเดอร์ที่ส่งผลขาดทุนมากที่สุด) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้และทำให้ยอดเงินติดลบได้ (ต่ำกว่า 0 USD)

รูปภาพประกอบ

 

Pip คืออะไร?

pip (Price Interest Point) หมายถึง การนับค่าจุดทศนิยมตัวสุดท้ายหรือทศนิยมตำแหน่งที่ 2 หรือ 4 ไล่ขึ้นมา เช่น สมมุติว่าราคาของคู่เงิน EUR/USD คือ 2.34530 และราคาเปลี่ยนไปที่ 2.34540 อย่างนี้เราเรียกว่า ราคาเคลื่อนไหวไป 1 pip ครับ

ตัวอย่างเช่น EUR/USD ราคา 1.02160  pip ก็คือเลข 6 ตัวเลขทศนิยมตำแหน่งที่ 4 นั่นแหละครับ คราวนี้ถ้าราคา EUR/USD เปลี่ยนจาก 1.02160  เป็น 1.02180  เราก็จะบอกว่า “ ราคาได้เคลื่อนไหวไป 2 pip ” ถ้าจาก ราคา 1.2160 เคลื่อนไหวไปเป็น 1.03160 เราก็จะบอกว่า “ ราคาได้เคลื่อนไหวไป 100 pip ”

รูปภาพประกอบ

 

Point หรือ Pippettes คืออะไร?

Point หรือ Pippettes หรือจะเรียกอีกอย่างว่า  “จุด” ซึ่งเราจะใช้นับการเคลื่อนไหวของจุดทศนิยมตำแหน่งที่ 3 หรือ 5 ไล่ขึ้นมา ซึ่งจะมีอยู่ไม่กี่คู่เงินนะครับ ยกตัวอย่างเช่น EUR/USD หรือ EUR/AUD โดยส่วนมากราคาที่ 2.34340 เปลี่ยนไปเป็น 2.34349 ถือว่าลักษณะแบบนี้ราคาได้ขยับไปจำนวน 9 Point นั่นเอง ซึ่งคำว่า Point จะใช้กับทศนิยม 5 หรือ 3 ตำแหน่งนะครับ แต่ว่าเมื่อเอาเข้าจริงๆแล้ว บางทีคนเทรด forex ก็มีการเรียกสลับกันไปมาระหว่าง Pip กับ Point อยู่พอสมควรเลย

โดยปกติและการการเทรด forex ในบัญชีแบบ mini หรือ cent เรามักจะใช้ค่า pip มากกว่าค่า point ครับ เช่น ทำกำไรที่ 20 pip หรือ ขาดทุน 100 pip อย่างนี้เป็นต้น

รูปภาพประกอบ

 

– Commission Or Spread คืออะไร?

Commission

คือ ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากเทรดเดอร์ในฐานะผู้ให้บริการในการเทรด ซึ่งโบรกจะได้กำไรจากค่าธรรมเนียมตรงนี้ แม้ว่าบางโบรกเขาจะไม่คิดค่า Commission เพราะว่าจริงๆแล้วเขาได้บวกกับค่า Spread (ค่าส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายของตลาดในขณะนั้น) ซึ่งอาจจะคิดเพียงแค่ $0.1 ต่อการเทรด 1 lot ($100,000) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องทางตลาด (liquidity) หรืออื่นๆ ตามแต่โบรกเกอร์นั้นๆจะคิดคำนวณ

แต่ทั้งนี้ก็มีบางโบรกเกอร์ที่เก็บค่า Commission เพราะว่าค่า Spread ของเค้าน้อย หรือบางโบรกหรือบางระบบบัญชีก็คิดทั้งสองอย่าง พวกที่ทำงานระบบการเงิน การธนาคาร โบรกเกอร์ ฯลฯ พวกนี้เขาจะสร้างอะไรที่สลับซับซ้อนให้เราตามไม่ทันเสมอๆอยู่แล้วครับ

รูปภาพประกอบ

Spread

คือ ส่วนต่างระหว่างราคา bid และราคา ask โดย Broker แต่ละที่จะมีค่า Spread ที่แตกต่างกันไป แต่ละบัญชีก็แตกต่างกัน รวมไปถึงคู่อัตราแลกเปลี่ยนแต่ละคู่ก็อาจมี Spread ที่แตกต่างกันด้วย หรือแม้กระทั้งคู่สกุลเงินคู่เดียวกัน แต่คนละช่วงเวลา บางโบรคเกอร์ค่า Spread ก็สามารถขึ้นลง และไม่ Fix ด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนเปิดใช้บริการของโบรคเกอร์ ควรตรวจสอบค่า Spread ของโบรคเกอร์นั้นๆให้ดีเสียก่อน รวมไปถึงระบบ Spread ของโบรคเกอร์นั้นๆว่าเป็นแบบ Fix คงที่ หรือเปลี่ยนแปลงได้ ในกรณีที่ใช้บริการของโบรคเกอร์ที่ไม่ Fix ค่า Spread ก่อนทำการเทรดทุกครั้ง ต้องตรวจสอบค่า Spread ในขณะนั้นเสียก่อน เมื่อส่งคำสั่ง ซื้อ-ขายไป จนรีบร้อนเกินไป กลัวไม่ได้ราคาที่ลงไว้โดยไม่ได้ตรวจสอบ Spread ให้ดีๆ เมื่อคุณเข้าเทรดไปแล้วอาจจะตกใจภายหลังได้กับค่า Spread

จะเห็นได้ว่าการเลือกโบรกเกอร์ ค่า Spread ก็เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งที่สามารถลดค่าใช้จ่ายของเราได้ ถึงแม้มันจะน้อยเมื่อเทียบ กับราคาที่วิ่งขึ้น วิ่งลง ของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ถ้าเราประหยัดตรงนี้ได้ แค่ 1-2% ต่อการเทรดแต่ละครั้ง แต่รวมๆ หลายๆครั้ง ก็เป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อยๆเลยทีเดียว

รูปภาพประกอบ

Spread ยิ่งกว้าง ค่า Commissions ยิ่งสูง

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าถ้ายิ่ง Spread กว้างมาก เราก็จะต้องจ่ายส่วนต่างนี้มากขึ้นไปด้วย ส่วนต่างตรงนี้เองที่เป็นรายได้ของโบรกเกอร์ และเราหรือผู้เทรดจำเป็นจะต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิด Order และทำการเทรด(จริงๆ ถ้าจริงใจกันจริงๆ เขาควรจะเรียกกันไปเลยตรงๆว่า Commissions Spread

บางคนอาจจะเห็นว่า เสียแค่ 0.0003 จากราคาประมาณ 1.4 นั้นไม่เท่าไหร่เอง ถ้าคิดเป็น % ก็แค่ประมาณ 0.03% แต่อย่าลืมว่าการเทรด Forex นั้นมีระบบ Leverage ถ้า Leverage ที่ 1:100 นั้นก็เสมือนว่าเราส่งคำสั่งซื้อด้วยเงินทุน 100 เท่าจากเงินทุนจริงของเรา ดังนั้นถ้าเทียบกับเงินทุนจริงของเรา มันจะไม่ใช่แค่ 0.03% แต่มันจะเป็น 3% นั้นเอง หรือถ้าเทรดในระบบ Leverage 1:500 จำนวนเงินตรงนี้ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีกเป็น 15% ของเงินทุนจริงของเรา คราวนี้จะเห็นชัดเจนเลยใช่ไหมครับ ว่าเขาฟันกำไรไปเหนาะๆขนาดไหน

รูปภาพประกอบ

Categories:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *